การพ่นสารเคมีเกษตรไม่ว่าจะเป็นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช หรือสารเร่งการเจริญเติบโตของพืช เช่น สารฆ่าแมลง สารกำจัดวัชพืช สารฆ่าไร เชื้อไวรัส เอ็น พี วี (NPV) เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อรากำจัดแมลง ปุ๋ย และฮอร์โมนพืช ล้วนมีเป้าหมายที่ต้นพืช แมลงศัตรูพืช เชื้อราสาเหตุโรคพืช ที่อาศัยอยู่บนส่วนต่างๆ ของพืช หรือภายในต้นพืช ขณะเดียวกันผิวของใบและต้นพืชซึ่งถือได้ว่าเป็นส่วนที่สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจะตกกระทบโดยตรงจะมีไขปกคลุมอยู่ซึ่งมากหรือน้อยจะขึ้นกับชนิดของพืช แม้แต่ผนังลำตัวของแมลงก็แบ่งเป็นชั้นๆ และมีคุณสมบัติมีไขมันเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น องค์ประกอบที่เป็นไขมันนี้จะไม่ละลายน้ำ หรือมีคุณสมบัติเป็น hydrophobic ดังนั้นบริษัทผู้ผลิตมักจะทำรูปแบบของสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชมีส่วนผสมของตัวพาหะ (carriers)หรือส่วนที่ไม่ใช่สารออกฤทธิ์ (inert ingredient) ที่จะนำพาสารออกฤทธิ์ (Active ingredient) ให้เข้าถึงเป้าหมายคือ ผนังลำตัวของแมลง หรือเซลล์ เนื้อเยื่อของพืช ซึ่งตัวนำพาจะต้องมีความสามารถในการแทรกซึมให้ถึงจุดเป้าหมาย( site of action) ในกรณีของสารฆ่าแมลงที่ออกฤทธิ์แบบถูกตัวตายส่วนมากก็คือให้สารออกฤทธิ์เข้าถึงระบบประสาทของแมลง โดยที่บริษัทผู้ผลิตมักผสมสารนำพาแตกต่างกันไปตามสูตร (formulations) เช่น สารอีมัลซิไฟเออร์ (emulsifiers), สารแพร่หรือแผ่กระจาย (dispersing agents, spreaders) เป็นต้น อย่างไรก็ตามสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจะมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใดหลังจากการพ่นสารไปแล้วมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายประการคือ

Read More

การปลูกพืชในปัจจุบันเกษตรกรมักจะหวังผลตอบแทนที่ค่อนข้างสูง ซึ่งในการเพาะปลูกพืช จำเป็นจะต้องนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาประยุกต์ใช้ ทั้งนี้นอกจากจะให้ได้ผลิตในปริมาณและคุณภาพตามที่ต้องการของตลาดแล้ว ยังจะต้องมีต้นทันในการผลิตที่ต่ำลงด้วยเพื่อที่เกษตรกร จะสามารถแข่งขันกับผู้ผลิตรายอื่นได้ด้วย ในการเพาะปลูกพืชปัจจุบันเกษตรกร นิยมใช้วิธีการให้น้ำพืชสมัยใหม่เข้ามาช่วยในการให้น้ำ ทำให้ประหยัดแรงงาน ประหยัดน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพในการให้น้ำเป็นการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการผลิต ข้อดีของระบบให้น้ำอีกอันหนึ่งก็คือเราสามารถประยุกต์ใช้วิธีการให้ปุ๋ยไปพร้อมกับการให้น้ำพืชได้ ซึ่งนอกจากจะประหยัดเวลา ลดแรงงานในการใส่ปุ๋ยแล้ววิธีการให้ปุ๋ยพร้อมกับการให้น้ำพืชยังเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยของพืชด้วย นั่นคือพืชทุกต้นจะได้รับปุ๋ยในปริมาณที่ใกล้เคียงกันเกือบทุกต้น ทำให้ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพที่ใกล้เคียงกัน

Read More

#คณิตศาสตร์
คอร์สคณิตม.4: (9 บท)
เทอม1: เซต , การให้เหตุผล , ตรรกศาสตร์ , จำนวนจริง , ทฤษฎีจำนวน
เทอม2: ความสัมพันธ์และฟังก์ชัน , เมทริกซ์ , เรขาคณิตวิเคราะห์ , ภาคตัดกรวย
.
คอร์สคณิตม.5: (10 บท)
เทอม1: ลำดับอนุกรมจำกัด , เลขยกกำลัง , เอ็กซ์โปล็อก , ตรีโกณมิติ , เวกเตอร์
เทอม2: จำนวนเชิงซ้อน , ทฤษฎีกราฟ , สถิติ , การนับความน่าจะเป็น , ทวินาม
.

Read More

คึ่นฉ่ายจัดอยู่ในประเภทผักปรุงรสรับประทานได้ทั้งสุกและดิบ (สด) ในประเทศไทยปัจจุบันที่นิยมปลูกมีอยู่กันสองชนิด คือ ชนิดต้นเล็ก ซึ่งปลูกกันมาดั้งเดิมเป็นพันธุ์พื้นเมืองซึ่งนำเข้ามาจากประเทศจีนเรียกว่าคึ่นฉ่ายจีน หรือคึ่นฉ่ายเฉยๆ รับประทานได้ทั้งต้นและใบมีกลิ่น รส หอม ฉุน ส่วนอีกชนิดหนึ่งมีขนาดของต้นสูงใหญ่กว่า ก้านใบยาวแข็ง เรียกว่าคึ่นฉ่ายเทศหรือคึ่นฉ่ายฝรั่ง เพิ่งนำเข้ามาปลูกในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ เข้าใจว่าจะเป็นระหว่างสงครามเวียดนาม เนื่องจากระยะนั้นมีทหารต่างชาติเข้ามาอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทำให้มีความต้องการใน บริโภคสูงขึ้น ขณะนั้นยังไม่มีการปลูกอย่างแพร่หลาย ส่วนใหญ่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศทั้งต้นทำให้มีราคาค่อนข้างสูง ต่อมาจึงได้มีผู้นำเอาเมล็ดพันธุ์จากต่างประเทศเข้ามาทดลองปลูกในแถบจังหวัดภาคเหนือ เช่น เพชรบูรณ์ และเชียงใหม่ ปรากฏว่าได้ผลดี จึงทำการปลูกติดต่อกันมาจนปัจจุบัน พวกนี้มีรส กลิ่นอ่อนกว่าชนิดแรก นิยมรับประทานเฉพาะส่วนที่เป็นก้านใบเท่านั้น อย่างไรก็ดีทั้งสองชนิดทั้งต้นเล็กและต้นใหญ่ต่างก็อยู่ใน species เดียวกันคือ Apium teolens var. dulce พวกต้นใหญ่เข้าใจว่าจะเป็นพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงพัฒนาขึ้นมาจากพวกที่มีต้นเล็กนั้นเอง ทำให้มีขนาดรูปร่างผิดแปลกไปจากเดิม

สำหรับโรคของผักคึ่นฉ่ายทั้งสองชนิดก็คล้ายๆ กันคือมีทั้งโรคของต้น ใบ และราก แต่ที่สำคัญและจะกล่าวถึงก็ได้แก่

Read More