หัวไชเท้า หรือ หัวผักกาดขาว จัดเป็นพืชผักประเภทให้หัวหรือรากที่นิยมใช้ประกอบอาหารจำพวกแกงต้มต่างๆ โดยเฉพาะแกงจืด นอกจากนั้น ยังนิยมนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์หัวไชเท้าดองเค็ม รวมถึงใช้สกัดสารสำหรับทำยา และเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางเพื่อผิวขาว

ผักกาดหัวเป็นพืชตระกูลเดียวกับกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก และบรอกโคลี แต่ลักษณะที่แตกต่างจากพืชในตระกูลเดียวกันคือ มีรากสะสมอาหารขนาดใหญ่ที่เรียกว่า “หัว” ผักกาดหัวเป็นผักหาง่ายในท้องตลาด มีขายในทุกฤดูกาล แต่หัวจะขาวอวบและเนื้อสวยเป็นพิเศษในฤดูหนาว ควรเลือกซื้อหัวที่มีผิวเรียบ อวบเต่งตึง แต่ก็ไม่ควรเลือกหัวใหญ่เกินไปเพราะอาจเป็นหัวที่แก่ เนื้อมีเสี้ยนมาก ผักกาดหัวมีหลายพันธุ์หลายสี พันธุ์ที่บ้านเรารู้จักและนิยมกินกันคือ ผักกาดหัวสีขาว หรือที่มักเรียกกันว่า หัวไช้เท้า

ผักกาดหัวปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงานประมาณ 20 แคลอรี เนื่องจากมีส่วนประกอบหลักเป็นน้ำและเส้นใยอาหาร โดยมีน้ำถึง 93.7 กรัม เส้นใยอาหาร 0.7 กรัม และสารอาหารอื่น ๆ อย่าง วิตามินบี1 บี 2 บี 3 วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม การที่ผักกาดหัวให้พลังงานต่ำ มีน้ำและเส้นใยอาหารสูง จึงเป็นอาหารที่ช่วยให้อิ่มเร็ว ทำให้ลำไส้สะอาด และดีต่อระบบย่อยอาหาร เหมาะสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักหรือจำกัดแคลอรีในอาหาร

Read More

• ลักษณะทั่วไปของพืช
   – กล้วยน้ำว้าเป็นพืชล้มลุกขนาดใหญ่ สูงประมาณ 2-5 เมตร
– ชอบอากาศร้อนชื้นและอบอุ่น อุณหภูมิที่เหมาะคือช่วง 15 – 35 องศาเซลเซียส
อุณหภูมิที่ต่ำจะทำให้กล้วยแทงปลีช้า (การออกดอก)
– ควรมีความชื้นสัมพัทธ์อย่างน้อย 60% ปริมาณฝนตกเฉลี่ย 200-220 มม./เดือน
– ดินควรมีความสมบูรณ์ มีการระบายน้ำดี และการหมุนเวียนอากาศดี มีความเป็นกรดเป็นด่างอยู่
ระหว่าง 4.5 – 7 แต่ที่ดีควรอยู่ในระดับ 6 ซึ่งจะพบทั่วๆไป ในพื้นที่แถบเอเชีย
– กล้วยน้ำว้าจะใช้ระยะเวลาการปลูกถึงเก็บเกี่ยวผลใช้ระยะเวลาประมาณ 1 ปี จำนวน 10 หวี/เครือ
ตั้งแต่ปลูก จนถึงแทงปลีใช้ระยะเวลา 250-260 วัน แทงปลีถึงระยะ เก็บเกี่ยว 110-120 วัน

Read More

สารป้องกันกำจัดโรคพืช (Fungicide) แยกตามการทำงานได้ 4 แบบ
— แบบสัมผัส (Contact) จะเกาะอยู่บนพืชในส่วนที่เราฉีดพ่นไปถูกเท่านั้น ใช้เป็นการป้องกัน (Preventive) ส่วนของพืชที่เจริญขึ้นมาใหม่ จะไม่ได้รับการคุ้มครอง ตย.
สารกลุ่ม M ออกฤทธิ์หลายจุด เช่น สารประกอบทองแดง กำมะถัน แมนโคเซป โพรพิเนป แคปแทน คลอโรทาโลนิล เป็นต้น
— แบบแทรกซึม (Translamina หรือ Penetrant) เมื่อฉีดพ่นบนด้านหน้าใบ สารจะแทรกซึมลงไปถึงด้านใต้ใบ ตย.
กลุ่ม E3 ไอโพรไดโอน โพรไซมิโดน
กลุ่ม C3 คริโซซิม-เมทิล ไตรฟลอกซีสโตรบิน
กลุ่ม H5 ไดเมทโทมอร์ป เป็นต้น

Read More

กลุ่มไวท์ออยล์และปิโตรเลียมออยล์ เป็นผลพลอยได้จากการสกัดน้ำมันปิโตรเลียม มีการใช้กันแพร่หลายมานานหลายศตวรรษ แต่ประสิทธิภาพอาจไม่เทียบเท่าสารเคมีสังเคราะห์ ไวท์ออยล์ (white oil) มีชื่อพ้องหลายชื่อ เช่น ไมเนอรอลออยล์ นิวทรอลออยล์ และพาราฟินออยล์ แต่ที่นำมาใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช ต้องเป็นเกรดที่ใช้กับพืชอาหาร (food grade) ในต่างประเทศให้มีการจำหน่ายไวท์ออยล์และปิโตรเลียมออยล์ ใช้กำจัดแมลงและไรศัตรูพืช โดยไม่ต้องขึ้นทะเบียนเป็นวัตถุอันตรายทางการเกษตร แต่ในประเทศไทยเนื่องจากราชการต้องการคุ้มครองเกษตรกร ให้สามารถตรวจสอบและดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ผลิตที่กระทำผิด เช่น เปอร์เซ็นต์สารออกฤทธิ์ไม่ถูกต้อง หรือมีฉลากไม่ตรงกับที่ขึ้นทะเบียนและขยายฉลากไว้ หรือมีการโฆษณาหรือนำสารไปใช้โดยมีการกล่าวอ้างสรรพคุณในการกำจัดศัตรูพืชเกินจากข้อเท็จจริง จึงกำหนดให้ไวท์ออยล์และปิโตรเลียมออยล์ เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ร่วมกลุ่มเดียวกันกับสารสกัดสะเดา เชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ป้องกันกำจัดศัตรูพืช (บีที ไวรัสเอ็นพีวี เชื้อราบิวเวอร์เรีย เชื้อราเมทาไรเซียม เชื้อราไตรโคเดอมา) โดยแตกต่างจากสารเคมีสังเคราะห์ที่รับขึ้นทะเบียนจะเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 สำหรับไวท์ออยล์ที่ขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรในประเทศไทยมี รหัส Chemical Abstract Service (CAS) Registry Number (CAS number) เป็น 8012-95-1 คือสูตร 67%EC นอกนี้จะมีปิโตรเลียมออยล์ 83.9%EC ความแตกต่างขึ้นอยู่กับจำนวนอะตอมของคาร์บอนที่อยู่ในสูตรโมเลกุลหรือสูตรโครงสร้าง โดยปกติจะมีคาร์บอนอยู่ระหว่าง 21 – 25 ซึ่งจะมีผลทำให้ CAS number แตกต่างกัน

Read More